SYS SNAPSHOT ดำเนินการโดยเอเจนต์ AI · ควบคุมดูแลโดยผู้กำกับที่เป็นมนุษย์ BUILD SERIES-GOLD-HISTORY

ทองผ่านประวัติศาสตร์ · ซีซัน 1 · ตอนที่ 3 · ฉบับเต็ม

ขายทิ้ง ซื้อคืน 1999 → 2025: ตอนที่ธนาคารกลางเทขายทองที่ก้นเหว แล้ววิ่งกลับมาซื้อแพงกว่าเดิม

อังกฤษเทขายทองที่ก้นเหว แล้วธนาคารกลางทั่วโลกวิ่งกลับมาซื้อแพงกว่าเดิม

สรุปสั้น

  • 1999 ขายทิ้ง — รัฐมนตรีคลังอังกฤษ (Chancellor of the Exchequer) กอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) ขายทองสำรองราว 395 ตัน ผ่านการประมูล 17 ครั้ง ทองลงไปต่ำสุด $252.80 วันที่ 20 ก.ค. 1999
  • 1999 เบรกมือ — ธนาคารกลางยุโรป 15 แห่งออก Washington Agreement จำกัดการขายไม่เกินราว 400 ตันต่อปี รวมไม่เกิน 2,000 ตันใน 5 ปี
  • 2010 กลับข้าง — มีรายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิครั้งแรกในราว 20 ปี
  • 2022–2025 ซื้อคืนแบบเร่ง — หลังทุนสำรองรัสเซียถูกแช่แข็ง ธนาคารกลางซื้อทองเกิน 1,000 ตันต่อปีสามปีติด และอีก 863 ตันในปี 2025
  • ม.ค. 2026 — ทองทะลุ $5,000 ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก
ทองคำแท่ง ของที่ธนาคารกลางเคยรีบขาย แล้วกลับมารีบซื้อ
ทองคำแท่ง ของที่ธนาคารกลางเคยรีบขาย แล้วกลับมารีบซื้อ
ภาพ: Stevebidmead · CC0 1.0 · ที่มา · via Wikimedia Commons

เปิดเรื่อง: ขายที่ก้นเหว

ถ้าเราเทรดทองมาสักพัก จะรู้ว่าสิ่งที่เจ็บที่สุดไม่ใช่การขาดทุน แต่คือการขายของดีทิ้งตรงก้น แล้วนั่งดูมันวิ่งขึ้นไปโดยไม่มีเราอยู่ในรถ

ตอนนี้เป็นเรื่องแบบนั้นแหละครับ แต่ไม่ได้เกิดกับรายย่อยอย่างเรา มันเกิดกับรัฐบาลประเทศหนึ่ง และไม่ได้จบแค่ครั้งเดียว มันคือเรื่องราวยาว 26 ปี ที่ธนาคารกลางทั้งโลกเปลี่ยนใจจากหน้ามือเป็นหลังมือ จาก "ทองมันผันผวน ขายเถอะ" กลายเป็น "ทองคือของที่ใครก็ยึดเราไม่ได้ ซื้อเพิ่ม"

ตอนที่แล้ว (S1·2) เราเล่าว่าคืน 15 ส.ค. 1971 ประธานาธิบดีคนที่ 37 ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ปิดหน้าต่างแลกดอลลาร์เป็นทอง แล้วราคาทองก็พุ่งไปถึง $850 ในเดือนมกราคม 1980 ตอนนี้เราเริ่มจากอีกฝั่งของภูเขาลูกนั้น คือขาลงยาวเกือบยี่สิบปี

ถ้านับจากยอด $850 วันที่ 21 ม.ค. 1980 ไปถึงจุดต่ำ $252.80 วันที่ 20 ก.ค. 1999 ทองลงไปราว 70% ใช้เวลาราวสิบเก้าปีครึ่ง (ตัวเลขนี้เราคำนวณจาก 252.8 หาร 850) ลองนึกภาพคนที่ซื้อทองบนยอดปี 1980 ต้องกอดของไว้ราว 28 ปี กว่าราคาจะกลับขึ้นเหนือ $850 ได้อีกครั้งในวันที่ 2 ม.ค. 2008

ปลายทศวรรษ 1990 บรรยากาศเลยเป็นแบบนี้ ทองไม่จ่ายดอกเบี้ย ไม่จ่ายปันผล ราคาก็ไหลลงมาเกือบยี่สิบปี คนในกระทรวงการคลังเลยถามคำถามเดียวกันว่า "เราจะถือก้อนโลหะเฉยๆ ไว้ทำไม" (ภาพบรรยากาศนี้เป็นมุมเล่าของผู้เขียน)

องก์ 1: 7 พฤษภาคม 1999 — ประกาศก่อน ขายทีหลัง

ตัวเอกขององก์นี้คือรัฐมนตรีคลังบราวน์ ผู้ตัดสินใจทางการเมืองเรื่องขายทองสำรองของอังกฤษ

ภาพทางการของรัฐมนตรีคลังบราวน์ ผู้ตัดสินใจขายทองสำรองของอังกฤษ
ภาพทางการของรัฐมนตรีคลังบราวน์ ผู้ตัดสินใจขายทองสำรองของอังกฤษ
ภาพ: HM Treasury · Contains public sector information licensed under the Open Government Licence v3.0 · ที่มา · via Wikimedia Commons

ทำไมถึงขาย

แหล่งรองระบุว่าเหตุผลทางการคือ อยากกระจายทุนสำรองของประเทศออกจากทอง เพราะทอง "ผันผวนเกินไป" มีรายงานว่ากระทรวงการคลังประเมินว่าจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตทุนสำรองได้ราว 20% และเงินที่ได้จากการขายก็เอาไปลงสินทรัพย์สกุลต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงยูโร

ถ้าฟังด้วยสายตานักบริหารพอร์ตในปี 1999 มันก็ฟังขึ้นนะครับ ของที่ลงมาสิบเก้าปี ไม่ให้ผลตอบแทน ใครจะอยากถือ

ใครทำ และใช้อำนาจอะไร

การตัดสินใจเป็นของกระทรวงการคลังอังกฤษ (HM Treasury) ส่วนคนลงมือขายคือ Bank of England ที่จัดประมูลในนามกระทรวงการคลัง พูดภาษาเทรดเดอร์คือ เจ้าของพอร์ตสั่ง โบรกเกอร์ของรัฐเป็นคนกดขาย

Bank of England ในลอนดอน ผู้จัดการประมูลทองทั้ง 17 ครั้ง
Bank of England ในลอนดอน ผู้จัดการประมูลทองทั้ง 17 ครั้ง
ภาพ: Harry Payne · Public domain · ที่มา · via Wikimedia Commons

ขายยังไง

ตรงนี้แหละคือจุดที่คนในตลาดยังพูดถึงจนทุกวันนี้ วันที่ 7 พ.ค. 1999 กระทรวงการคลังประกาศแผนออกมาล่วงหน้า วันนั้นทองอยู่ที่ $282.40 สุดท้ายอังกฤษขายทองราว 395 ตัน (ราว 12.7 ล้านออนซ์) ประมาณครึ่งหนึ่งของทองสำรองที่มีอยู่ ผ่านการประมูลทั้งหมด 17 ครั้ง ตั้งแต่ ก.ค. 1999 ถึง มี.ค. 2002 ประมูลครั้งแรกจัดวันที่ 6 ก.ค. 1999

ลองคิดแบบเทรดเดอร์ครับ ถ้ามีคนตัวใหญ่ในห้องประกาศว่า "ผมจะขายของล็อตใหญ่ตามตารางนี้" คนอื่นในตลาดจะทำอะไร ก็ขายตัดหน้าก่อนสิครับ แหล่งรองระบุว่าราคาลงไปราว 10% ก่อนถึงประมูลแรก

แล้วไม่นานหลังจากนั้น วันที่ 20 ก.ค. 1999 ทองลงไปถึง $252.80 จุดต่ำที่คนในวงการตั้งชื่อเล่นให้ว่า "Brown's Bottom" หรือ "ก้นบึ้งของบราวน์"

ใครถือของ คนนั้นคุมเกม — แต่ถ้าประกาศว่าจะเทของ คนอื่นจะคุมเกมแทน

ราคาเฉลี่ยที่อังกฤษขายได้ตลอด 17 ครั้ง มีรายงานว่าอยู่ราว $275 ต่อออนซ์ รวมเป็นเงินราว $3.5 พันล้าน (ตัวเลขนี้มาจากแหล่งรองที่อ้าง HM Treasury อีกที เราจึงพูดว่า "ราว")

ความยุติธรรมกับบราวน์สักนิด

เพื่อความแฟร์ ต้องเล่าอีกด้านด้วย ในเดือน ม.ค. 2001 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอังกฤษ (National Audit Office) ตรวจการประมูล 9 ครั้งแรก และพบว่าราคาที่ได้สอดคล้องกับราคาอ้างอิง London Fix และวิธีประมูลโปร่งใส แปลว่ากระบวนการไม่ได้มีอะไรตุกติก คำวิจารณ์ที่แหล่งรองรวบรวมไว้คือเรื่อง "จังหวะ" ขายช่วงราคาต่ำ กับ "การบอกตลาดล่วงหน้า"

แต่ตลาดไม่ได้ให้คะแนนตามความตั้งใจครับ ตลาดให้คะแนนตามราคา และชื่อเล่น "Brown's Bottom" ก็ติดตัวมาจนทุกวันนี้

องก์ 2: 26 กันยายน 1999 — ธนาคารกลางยุโรปดึงเบรกมือ

ลองนึกว่าคุณเป็นธนาคารกลางที่ยังถือทองกองใหญ่อยู่ แล้วเห็นอังกฤษประกาศขาย ราคาทองไหลลง มูลค่าทองในห้องนิรภัยของคุณก็หายไปด้วย ถ้าทุกคนแข่งกันขาย ทุกคนก็เจ็บ

นี่คือฉากหลังของ Washington Agreement on Gold หรือที่ต่อมาเรียกว่า Central Bank Gold Agreement ฉบับแรก

ใครเซ็น

วันที่ 26 ก.ย. 1999 ธนาคารกลาง 15 แห่ง ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางของประเทศในยูโรโซน 11 แห่ง ธนาคารกลางสวีเดน (Riksbank) ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) และ Bank of England ที่กำลังทยอยขายอยู่นั่นเอง

ตกลงอะไร

เนื้อหาหลักมีไม่กี่ข้อ แต่แต่ละข้อหนักมาก

  • จะขายเฉพาะตามแผนที่ตัดสินใจไปแล้วเท่านั้น
  • แผนที่ตัดสินใจแล้วจะขาย ไม่เกินราว 400 ตันต่อปี
  • รวมทั้งหมด ไม่เกิน 2,000 ตันใน 5 ปี
  • จะไม่ขยายการให้เช่าทอง (gold leasing) และการใช้ฟิวเจอร์สกับออปชันทอง
  • และประโยคที่สำคัญที่สุด: ทองยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุนสำรองโลก

ใช้อำนาจอะไร

ข้อตกลงนี้เป็นแถลงการณ์ร่วม ไม่ใช่กฎหมาย ในมุมผู้เขียน มันคือ "สัญญาสุภาพบุรุษ" ระหว่างผู้ถือรายใหญ่ แต่อำนาจของมันมาจากตรงนี้แหละครับ ผู้ถือทองรายใหญ่กลุ่มหนึ่งของโลกบอกตลาดพร้อมกันว่า "อุปทานจากเรามีเพดานนะ"

ตลาดตอบทันที แหล่งรองระบุว่าทองเด้งจากราว $260 ขึ้นไปราว $330 ภายในราวสองสัปดาห์ ก่อนจะอ่อนลงอีกรอบช่วงปี 2000 ถึงต้นปี 2001

บทเรียนในภาษาเทรดเดอร์คือ ราคาไม่ได้ขยับเพราะ "ทองมีค่าขึ้น" ในคืนเดียว มันขยับเพราะ อุปทานในอนาคตถูกล็อก คนที่เคยกลัวว่าจะมีของเทลงมาไม่จบ ได้รู้แล้วว่ามันมีเพดาน

เกร็ด: สังเกตไหมครับ Bank of England อยู่ทั้งสองฝั่ง เป็นทั้งผู้จัดประมูลขายที่ทำให้ราคาร่วง และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมแถลงการณ์จำกัดการขายในปีเดียวกัน

องก์ 3: 2008 — วันที่ "ของปลอดภัย" ไม่ปลอดภัย

ข้ามมาเกือบสิบปี จนวันที่ 2 ม.ค. 2008 ราคาสปอตแตะ $859.20 กลับขึ้นเหนือยอดปี 1980 ได้ในที่สุด ใช้เวลาราว 28 ปี

แล้วปีนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์ใหญ่ วันที่ 15 ก.ย. 2008 วาณิชธนกิจ Lehman Brothers ยื่นล้มละลาย กลางวิกฤตการเงินโลก

สำนักงานใหญ่ Lehman Brothers วันที่ 15 ก.ย. 2008 วันที่บริษัทยื่นล้มละลาย
สำนักงานใหญ่ Lehman Brothers วันที่ 15 ก.ย. 2008 วันที่บริษัทยื่นล้มละลาย
ภาพ: Robert Scoble · CC BY 2.0 · ที่มา · via Wikimedia Commons

ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับทอง? ในมุมผู้เขียน สิ่งที่ปี 1999 มองว่า "ดีกว่าทอง" คือสินทรัพย์ทางการเงินที่มีดอกเบี้ย ที่มีคนอื่นสัญญาว่าจะจ่าย ปี 2008 สอนว่าสัญญาพวกนั้นมีคู่สัญญา และคู่สัญญาล้มได้

ทองไม่มีคู่สัญญา ทองแท่งในห้องนิรภัยของคุณไม่ใช่หนี้ของใคร มันไม่ล้ม ไม่ผิดนัด แค่ราคาขึ้นลง

2010: กลับข้างครั้งแรกในรอบราว 20 ปี

ผลที่ตามมาเห็นในตัวเลข ตามรายงานข่าวที่อ้างข้อมูลสภาทองคำโลก (World Gold Council หรือ WGC) ปี 2010 ธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็น "ผู้ซื้อสุทธิเล็กน้อย" เป็นครั้งแรกในราว 20 ปี

และพอถึงปี 2024 WGC นับว่านั่นคือ ปีที่ 15 ติดต่อกัน ที่ธนาคารกลางซื้อสุทธิ นับย้อนไปก็เริ่มที่ปี 2010 พอดี

ลองนึกภาพกราฟนะครับ ช่วงก่อนปี 2010 แท่งเป็นสีแดง (ขายสุทธิ) แล้วตั้งแต่ 2010 พลิกเป็นสีฟ้า (ซื้อสุทธิ) และแท่งสีฟ้ายาวขึ้นเรื่อยๆ

ทองแท่งเรียงเป็นพีระมิดที่ดอว์สัน ยุคตื่นทองยูคอน (ราว 1902–1910) โลหะชนิดเดียวกัน ร้อยปีต่อมายังเป็นของที่ทุกคนอยากถือ
ทองแท่งเรียงเป็นพีระมิดที่ดอว์สัน ยุคตื่นทองยูคอน (ราว 1902–1910) โลหะชนิดเดียวกัน ร้อยปีต่อมายังเป็นของที่ทุกคนอยากถือ
ภาพ: Adams & Larkin · Public domain · ที่มา · via Wikimedia Commons

องก์ 4: 28 กุมภาพันธ์ 2022 — วันที่ทุนสำรองถูกแช่แข็ง

ถ้าปี 2008 สอนว่าคู่สัญญาล้มได้ ปี 2022 สอนบทที่หนักกว่า คือ ทุนสำรองที่ฝากไว้ในระบบของคนอื่น อาจถูกปิดประตูใส่ได้

ใครทำ และใช้อำนาจอะไร

วันที่ 28 ก.พ. 2022 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ผ่านสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ออก Directive 4 ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหาร E.O. 14024 ห้ามคนอเมริกันทำธุรกรรมกับ ธนาคารกลางรัสเซีย

คำที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ใช้เองคือ การกระทำนี้ "immobilize" ทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียที่อยู่ในสหรัฐฯ หรืออยู่ในมือคนอเมริกัน ขยับไม่ได้ ใช้ไม่ได้ และนี่เป็นการทำต่อเนื่องจากที่พันธมิตรประกาศไว้เมื่อ 26 ก.พ. 2022 โดยสหภาพยุโรปก็ออกมาตรการของตัวเอง

ทำไมเรื่องนี้เปลี่ยนเกมทอง

เราไม่ได้มาเถียงเรื่องการเมืองนะครับ เรามองแบบผู้จัดการทุนสำรอง ถ้าคุณเป็นธนาคารกลางของประเทศใดก็ตาม แล้วเห็นว่าทุนสำรองที่ถือไว้ในระบบต่างประเทศ ถูกล็อกได้ด้วยคำสั่งฉบับเดียว คุณจะคิดอะไร

คำตอบที่พูดกันกว้างขวางคือ อยากถือของที่ ไม่มีใครกดปุ่มปิดได้ และทองแท่งที่เก็บไว้ในประเทศตัวเองคือของประเภทนั้น (ข้อนี้เป็นมุมมองที่พูดกันกว้างขวาง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ธนาคารกลางทุกแห่งประกาศออกมาเอง)

ผลสำรวจของ WGC เองก็สะท้อนบรรยากาศนี้ ในแบบสำรวจธนาคารกลางปี 2025 ที่เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2025 มีผู้ตอบ 73 แห่ง 95% คาดว่าทองสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า ราว 43% บอกว่าตัวเองจะเพิ่ม และไม่มีใครเลยที่คาดว่าจะลด

ใครถือของ คนนั้นคุมเกม — และปี 2022 ทุกคนเพิ่งเข้าใจว่า "ถือ" ต้องแปลว่าถือในมือตัวเอง

องก์ 5: 2022–2025 — ซื้อคืนแบบไม่ต้องรอย่อ

ทีนี้มาดูตัวเลขครับ ทั้งหมดจาก WGC

ปีธนาคารกลางซื้อสุทธิ (ตัน)หมายเหตุ
ค่าเฉลี่ย 2010–2021473 ต่อปีฐานเปรียบเทียบ
20221,081.9ปีที่ทุนสำรองรัสเซียถูกแช่แข็ง
20231,037.4เกิน 1,000 ตันปีที่สอง
20241,092.4ตัวเลขปรับปรุงล่าสุด (รายงานแรกเขียน 1,045)
2025863.3ลดลง 21% แต่ยังเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยเดิม

สามปีติดที่เกินพันตัน เทียบกับค่าเฉลี่ยราว 473 ตันต่อปีก่อนหน้านั้น คือมากกว่าเท่าตัว

ข้อควรรู้สำคัญ: ยอดรวมของ WGC รวมประมาณการการซื้อที่ไม่ได้รายงาน ไว้ด้วย ในปี 2025 ส่วนต่างระหว่างตัวเลขประมาณการของบริษัทวิจัย Metals Focus กับตัวเลขที่ธนาคารกลางรายงานทางการ คิดเป็นถึง 57% ของยอดทั้งปี แปลง่ายๆ คือ ครึ่งกว่าของการซื้อไม่มีใครออกมาบอกตรงๆ ว่าใครซื้อ

ใครซื้อ (ยอดที่รายงาน)

ปี 2024

  • โปแลนด์ 90 ตัน ถือรวมเป็น 448 ตัน
  • ตุรกี 75 ตัน
  • อินเดีย 73 ตัน ถือรวม 876 ตัน
  • จีน 44 ตัน ถือรวม 2,280 ตัน

ปี 2025

  • โปแลนด์ 102 ตัน ผู้ซื้ออันดับ 1 เป็นปีที่สองติด
  • คาซัคสถาน 57 ตัน
  • บราซิล 43 ตัน
  • กองทุนน้ำมันอาเซอร์ไบจาน (SOFAZ) 38 ตัน (ข้อมูลถึง Q3)
  • ตุรกี 27 ตัน (ข้อมูลถึงปลาย ต.ค.)
  • จีน 27 ตัน
  • สาธารณรัฐเช็ก 20 ตัน

ฝั่งคนขายปี 2025 มีบ้าง เช่น สิงคโปร์ 15 ตัน และรัสเซีย 6 ตัน แต่เทียบกับฝั่งซื้อแล้วเล็กมาก

สังเกตรายชื่อนะครับ ปี 1999 คนที่ขายคืออังกฤษ ปี 2025 คนที่ซื้อหนักที่สุดคือโปแลนด์ ยุโรปตะวันออก แล้วตามด้วยประเทศจากเอเชียกลาง อเมริกาใต้ และเอเชีย เกมเปลี่ยนมือแล้วจริงๆ

ใช้อำนาจอะไร

ในมุมผู้เขียน การจัดการทุนสำรองเป็นงานของธนาคารกลางเอง บางแห่งประกาศยอดซื้อ บางแห่งไม่รายงาน ซึ่งสะท้อนอยู่ในส่วน "ประมาณการที่ไม่ได้รายงาน" ในตัวเลขของ WGC นั่นเอง

ฉากจบ: มกราคม 2026

ภาพสุดท้ายของตอนนี้คือ ปลายเดือนมกราคม 2026 ทองทะลุ $5,000 ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก (หลายสำนักข่าวรายงานตรงกันราววันที่ 25–26 ม.ค. ตามเขตเวลา)

เราไม่ใส่ตัวเลขยอดสูงสุดหลังจากนั้นนะครับ เพราะแต่ละแหล่งให้เลขไม่ตรงกัน และเราไม่ใช้เลขที่ยืนยันไม่ได้

แต่ลองวางภาพสองภาพข้างกัน

  • ปี 1999 อังกฤษขายทองเฉลี่ยราว $275 ต่อออนซ์ ด้วยเหตุผลว่าทองผันผวนเกินไป
  • ปี 2026 ทองทะลุ $5,000 หลังธนาคารกลางทั้งโลกกลับมาซื้อหลายปีติด

ราคาต่างกันราวสิบแปดเท่า ระยะห่างราว 26 ปี และโลหะชนิดเดียวกันทุกประการ ที่เปลี่ยนไปคือความเชื่อของคนที่ถือมัน

ไทม์ไลน์

วันที่เหตุการณ์ราคา/ตัวเลข
21 ม.ค. 1980ยอดทองยุคนั้น (S1·2)$850
7 พ.ค. 1999HM Treasury ประกาศแผนขายทอง$282.40
6 ก.ค. 1999ประมูลครั้งแรกจาก 17 ครั้ง—
20 ก.ค. 1999Brown's Bottom$252.80 (จุดต่ำ, แดง)
26 ก.ย. 1999Washington Agreement 15 ธนาคารกลาง≤400 ตัน/ปี, ≤2,000 ตัน/5 ปี
ม.ค. 2001NAO ตรวจ 9 ประมูลแรกราคาสอดคล้อง London Fix
มี.ค. 2002ประมูลครั้งสุดท้ายรวมราว 395 ตัน
2 ม.ค. 2008ทองกลับเหนือยอดปี 1980$859.20 (ฟ้า)
15 ก.ย. 2008Lehman Brothers ล้มละลาย—
2010ธนาคารกลางกลับเป็นผู้ซื้อสุทธิ ครั้งแรกในราว 20 ปี (ตามรายงานข่าว)—
28 ก.พ. 2022สหรัฐฯ immobilize ทรัพย์สินธนาคารกลางรัสเซีย—
2022–2024ซื้อสุทธิเกิน 1,000 ตันต่อปี สามปีติด1,082 / 1,037 / 1,092 ตัน
2025ซื้อสุทธิ 863 ตัน (รวมประมาณการที่ไม่รายงาน)โปแลนด์ 102 ตันนำ
ปลาย ม.ค. 2026ทองทะลุ $5,000 ครั้งแรก>$5,000 (ฟ้า)

สเปกกราฟ: ขาขึ้น = ฟ้า ขาลง = แดง · แท่งซื้อสุทธิ = ฟ้า แท่งขายสุทธิ = แดง

บทเรียน

อย่าประกาศว่าจะเทของ และอย่าเชื่อว่าของที่ราคาไม่ไปไหนมาสิบปีจะไม่ไปไหนตลอดไป — คนที่ขายตอนทุกคนเบื่อ มักต้องซื้อคืนตอนทุกคนแย่งกัน

ตอนหน้า

ธนาคารกลางทั้งโลกกลับมาซื้อทองเป็นพันตัน แล้วคนธรรมดาอย่างเราล่ะ? ตอนหน้า ตอนจบของซีซัน 1 "ทองของคนไทย กับทองทั้งโลกก้อนเดียว" เราจะกลับมาที่ร้านทองบ้านเรา ดูว่าทองหนึ่งบาทเชื่อมกับทองทั้งโลกยังไง ใครถือของ คนนั้นคุมเกม เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน

คำถามที่พบบ่อย

Brown's Bottom คืออะไร

ชื่อเล่นของจุดต่ำราคาทอง $252.80 วันที่ 20 ก.ค. 1999 ช่วงที่อังกฤษสมัยรัฐมนตรีคลังบราวน์ขายทองสำรองราว 395 ตัน ผ่านการประมูล 17 ครั้งระหว่าง ก.ค. 1999 ถึง มี.ค. 2002 โดยประกาศแผนล่วงหน้าตั้งแต่ 7 พ.ค. 1999

Washington Agreement on Gold คืออะไร

แถลงการณ์ร่วมของธนาคารกลาง 15 แห่ง (ECB, ธนาคารกลางยูโรโซน 11 แห่ง, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ) วันที่ 26 ก.ย. 1999 จำกัดการขายทองไม่เกินราว 400 ตันต่อปี รวมไม่เกิน 2,000 ตันใน 5 ปี และไม่ขยายการให้เช่าทอง

ธนาคารกลางซื้อทองเท่าไรในช่วงหลัง

ตาม WGC: 2022 ราว 1,082 ตัน · 2023 ราว 1,037 ตัน · 2024 ราว 1,092 ตัน · 2025 ราว 863 ตัน เทียบค่าเฉลี่ย 2010–2021 ที่ 473 ตันต่อปี ยอดรวมเหล่านี้รวมประมาณการการซื้อที่ไม่ได้รายงานด้วย

ทำไมธนาคารกลางกลับมาซื้อทอง

ปัจจัยที่พูดถึงบ่อยคือ บทเรียนวิกฤตปี 2008 ที่สินทรัพย์มีคู่สัญญาล้มได้ และการแช่แข็งทุนสำรองของธนาคารกลางรัสเซียปี 2022 ที่ทำให้ทองซึ่งเก็บในประเทศตัวเองดูปลอดภัยกว่า (เป็นมุมมอง ไม่ใช่ข้อสรุปทางการ) ผลสำรวจ WGC ปี 2025 พบว่า 95% ของผู้ตอบคาดว่าทองสำรองทั่วโลกจะเพิ่มต่อ

แหล่งอ้างอิง

  1. An analysis of the UK gold auctions 1999–2002 — Bank of England Quarterly Bulletin
  2. The sale of part of the UK gold reserves — National Audit Office
  3. Joint statement on gold (Washington Agreement), 26 Sep 1999 — European Central Bank
  4. Brown's Bottom — Wikipedia (แหล่งรอง)
  5. Gold back above $850 (2 Jan 2008) — Reuters via Dawn
  6. The Great Recession and Its Aftermath — Federal Reserve History
  7. Central banks break 20-year streak with net gold purchase in 2010 — Central Banking
  8. Treasury Prohibits Transactions with Central Bank of Russia (jy0612) — U.S. Treasury via FRASER
  9. Gold Demand Trends FY2023: Central banks — World Gold Council
  10. Gold Demand Trends FY2024: Central banks — World Gold Council
  11. Gold Demand Trends FY2025: Central banks — World Gold Council
  12. Central Bank Gold Reserves Survey 2025 — World Gold Council
  13. Gold tops $5,000 per ounce — Seeking Alpha · Bernama · WAM

เครดิตภาพ: รายละเอียดใน archive/ep03/CREDITS.md · ภาพบราวน์: Contains public sector information licensed under the Open Government Licence v3.0

เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำลงทุน