ตัวอย่างสมมติที่แยกคูปอง ราคาซื้อ วันครบกำหนด และวันแลกเงิน
ดอลลาร์เพิ่มแล้ว เงินบาทยังลดได้ ฟังเหมือนขัดกันเพราะกำลังใช้คนละหน่วยวัด ตราสารอาจจ่ายตามสัญญาครบ แต่เมื่อแปลงกลับเป็นบาทแล้วน้อยกว่าที่เริ่มต้น บทนี้สร้างตัวอย่างสมมติที่ระบุเงื่อนไขให้ครบ เพื่อเห็นกลไกค่าเงิน ไม่ได้อ้างยีลด์ปัจจุบัน ไม่เสนอผลิตภัณฑ์ และไม่คำนวณผลตอบแทนสุทธิของผู้ลงทุนจริง
สรุปสั้น
- อัตราดอกเบี้ยในตัวอย่างเป็นสมมติ ไม่ใช่ราคาหรือยีลด์ตลาดวันนี้
- สมมติซื้อราคาหน้าตั๋ว ถือครบกำหนด เก็บคูปองเป็นดอลลาร์ และไม่ทบต้น
- ผลตอบแทนเงินบาทขึ้นกับทั้งเงินดอลลาร์ที่ได้และเรตแปลงกลับ
- ตัวเลขทั้งหมดก่อนต้นทุนและภาระอื่น จึงไม่ใช่ยอดสุทธิของรายการจริง
เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำลงทุนหรือภาษีเฉพาะบุคคล
ภาค 1: ตั้งเวทีให้ครบก่อนเริ่มคูณ

ภาพ: Federal Reserve Bank Building (36344p).jpg — Rhododendrites · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons · ที่มา.jpg)
สมมติซื้อ Treasury Note ที่ราคาหน้าตั๋ว 100 ดอลลาร์ อายุคงเหลือ 2 ปี ดอกเบี้ยคงที่ปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ และถือจนครบกำหนด ทั้งราคา อัตรา และช่วงเวลานี้ใช้เพื่ออธิบาย ไม่ได้เป็นใบเสนอราคาหรือยีลด์ ณ ปัจจุบัน
โครงสร้าง Notes ตาม TreasuryDirect คือจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน การคำนวณจึงสมมติให้เก็บคูปองทุกงวดไว้เป็นดอลลาร์ ไม่ใช้จ่าย ไม่นำไปลงทุนต่อ และนำเงินทั้งหมดแลกเป็นบาทพร้อมกันเมื่อครบกำหนด (TreasuryDirect, ณ 17 ต.ค. 2026)
เงื่อนไขเก็บคูปองสำคัญ เพราะถ้าแลกแต่ละงวดทันที เงินแต่ละก้อนจะใช้เรตต่างกัน การเอาเงินรวมไปคูณเรตวันสุดท้ายจะไม่ตรงกับเหตุการณ์นั้น ตัวอย่างที่ดีจึงต้องบอกวิธีจัดการเงินระหว่างทาง ไม่ใช่มีเพียงอัตราดอกเบี้ยแล้วปล่อยให้ผู้อ่านเติมรายละเอียดเอง
ภาค 2: เงินดอลลาร์ปลายทางมาจากไหน
ในตัวอย่างสมมติ ดอกต่อปีจากเงินหน้าตั๋ว 100 ดอลลาร์ที่อัตรา 5 เปอร์เซ็นต์คือ 5 ดอลลาร์ ตลอด 2 ปีรวม 10 ดอลลาร์ เมื่อรวมเงินต้น 100 ดอลลาร์ จึงมีเงินสะสม 110 ดอลลาร์ก่อนต้นทุนและภาระอื่น โดยไม่มีการทบต้น
จำนวนดังกล่าวไม่ใช่ยอดโอนก้อนเดียวจากผู้ออกทั้งหมดในวันสุดท้าย เพราะคูปองเข้ามาระหว่างทางแล้ว ส่วนที่ครบกำหนดคือเงินต้น การพูดว่ารวมมีเท่าไรจึงแม่นกว่าพูดว่าผู้ออกจ่ายเงินทั้งหมดวันเดียว
coupon กับ yield ต้องแยกกันด้วย ในตลาดจริงราคาซื้ออาจสูงหรือต่ำกว่าหน้าตั๋ว ทำให้ผลตอบแทนตามราคาซื้อไม่เท่ากับอัตราคูปอง ตัวอย่างเลือกซื้อที่หน้าตั๋วเพื่อตัดความซับซ้อนส่วนนี้ออก ไม่ได้อ้างว่าธุรกรรมจริงต้องซื้อได้ที่ราคาดังกล่าว (TreasuryDirect, ณ 17 ต.ค. 2026)
ภาค 3: บาทแข็งจนกินเงินต้นได้อย่างไร

ภาพ: Federal Reserve Bank, Richmond, Virginia.jpg — Ben Schumin · CC BY-SA 3.0 · via Wikimedia Commons · ที่มา
สมมติวันซื้อแลกเงินที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ เงินลงทุนเริ่มต้น 100 ดอลลาร์จึงใช้ 3,300 บาท จากนั้นเมื่อครบกำหนดและเก็บดอกครบแล้ว มีเงินสมมติ 110 ดอลลาร์พร้อมแลกกลับ
ถ้าวันแลกกลับใช้เรตสมมติ 29 บาทต่อดอลลาร์ จะได้เงิน 3,190 บาท เทียบกับต้นทุนสมมติ 3,300 บาท ต่ำกว่า 110 บาท หรือราว 3.33 เปอร์เซ็นต์ตลอดช่วง 2 ปี ก่อนค่าธรรมเนียมและภาระอื่น ไม่ใช่ขาดทุนเพราะผู้ออกไม่จ่าย แต่เกิดจากการเปลี่ยนหน่วยเงิน
ภาพนี้ไม่ได้บอกว่าบาทจะไปถึงเรตดังกล่าว เป็นเพียงการเลือกตัวคูณให้เห็นผลลัพธ์ การเห็นดอลลาร์เพิ่มจึงยังตอบไม่ได้ว่าเงินที่ใช้จ่ายในไทยเพิ่มด้วยหรือไม่ ต้องคูณกลับมาในหน่วยเดียวกับต้นทุนก่อนเปรียบเทียบ
ภาค 4: พลิกค่าเงิน ผลก็พลิก
ถ้าใช้เงินปลายทางสมมติ 110 ดอลลาร์เท่าเดิม แต่เรตแลกกลับสมมติเป็น 36 บาทต่อดอลลาร์ จะได้เงิน 3,960 บาท สูงกว่าทุนสมมติ 3,300 บาทอยู่ 660 บาท หรือ 20 เปอร์เซ็นต์รวมตลอด 2 ปี ก่อนต้นทุนและภาระอื่น
ทั้งฉากที่ติดลบและฉากที่บวกมากขึ้นใช้สัญญาตราสารเหมือนกัน สิ่งที่เปลี่ยนคือเรตเงินปลายทาง จึงไม่ควรเอาผลลัพธ์เงินบาทไปอธิบายความสามารถของผู้ออกเพียงด้านเดียว หรือสรุปว่าคูปองเปลี่ยนตามค่าเงิน
หากไม่ได้ถือครบกำหนด จะมีราคาขายเข้ามาเพิ่ม และถ้าใช้กองทุนแทนตราสารรายตัวก็มีเงื่อนไขอื่นอีก ตัวอย่างนี้จงใจไม่รวมเหตุการณ์เหล่านั้น เพื่อให้เห็นค่าเงินชัด แต่การตัดออกจากตัวอย่างไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงเหล่านั้นไม่มีในโลกจริง
ภาค 5: จุดคุ้มทุนก่อนต้นทุน บอกอะไรได้บ้าง

ภาพ: Federal Reserve Building (Detroit) exterior at midday, from southwest (2).jpg — 42-BRT · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons · ที่มา_exterior_at_midday,_from_southwest_(2).jpg)
จากตัวอย่างสมมติ จุดที่เงินปลายทางเท่าต้นทุนคือเอา 3,300 บาทหารด้วย 110 ดอลลาร์ ได้ 30 บาทต่อดอลลาร์ หากแลกที่เรตสมมตินี้ เงินบาทก่อนต้นทุนจะเท่ากับยอดเริ่มต้นพอดี นี่เป็นผลจากสมการ ไม่ใช่ราคาเป้าหมายหรือคำแนะนำตั้งคำสั่งแลก
เมื่อมีค่าธรรมเนียมหรือภาระอื่น จุดที่เหลือเงินจริงเท่าทุนจะเปลี่ยน การคำนวณก่อนต้นทุนจึงเป็นเพียงเส้นอ้างอิงสำหรับทำความเข้าใจ ไม่ใช่ข้อรับรองว่าจะไม่ขาดทุนถ้าเรตอยู่เหนือเส้นนั้นทุกกรณี
ข้อมูลยีลด์อย่าง DGS2 บน FRED เป็นข้อมูลตลาด Treasury อายุคงที่ ไม่ใช่คูปองของสินค้าทุกตัวหรือยอดสุทธิของคนไทย การอ่านกราฟยีลด์จึงต้องแยกจากสูตรเงินสดของตราสารที่ถือจริง (FRED, ณ 17 ต.ค. 2026) ส่วนผลของภาระเฉพาะบุคคลอยู่นอกขอบเขตการคำนวณในบทนี้
บทเรียน
เมื่อเงินต้นเริ่มเป็นบาทและผลตอบแทนมาระหว่างทางเป็นดอลลาร์ การวัดผลต้องกำหนดทั้งหน่วยและเวลา เงินต้น ดอกสะสม และเรตแปลงกลับทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เอาอัตราคูปองไปแทนผลตอบแทนบาท
ดอกบวกเป็นดอลลาร์ บาทอาจติดลบ ตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นความเสี่ยงที่คำว่าถือครบกำหนดไม่ได้ลบออก แต่ไม่ได้บอกว่าควรซื้อ ขาย หรือแลกเงินเมื่อไร
คำถามที่พบบ่อย
ห้าเปอร์เซ็นต์เป็นยีลด์ปัจจุบันไหม
ไม่ใช่ เป็นอัตราคูปองสมมติของตัวอย่างที่ซื้อราคาหน้าตั๋ว
ทำไมเอาดอกทั้งหมดคูณเรตวันสุดท้ายได้
เพราะสมมติว่าเก็บดอกเป็นดอลลาร์ทุกงวดแล้วแลกพร้อมกัน หากแลกระหว่างทางต้องคำนวณแยก
ถือครบแล้วไม่มีความเสี่ยงใช่ไหม
ยังมีค่าเงินและต้นทุน อีกทั้งตัวอย่างตั้งเงื่อนไขว่าผู้ออกจ่ายตามสัญญา ไม่ใช่การรับประกันทุกกรณี
ตอนหน้า
ลองใช้เงินดอลลาร์ปลายทางก้อนเดิมกับฉากบาทแข็ง นิ่ง และอ่อน แล้วดูว่าตารางตัวอย่างยังซ่อนอะไรไว้อีก
แหล่งอ้างอิง
- TreasuryDirect — Treasury Notes — ตรวจ ณ 17 ต.ค. 2026
- TreasuryDirect — Understanding Pricing and Interest Rates — ตรวจ ณ 17 ต.ค. 2026
- FRED — DGS2, Market Yield on U.S. Treasury Securities at 2-Year Constant Maturity — ตรวจ ณ 17 ต.ค. 2026
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — สถิติอัตราแลกเปลี่ยน — ตรวจ ณ 17 ต.ค. 2026
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — How to บริหารความเสี่ยง FX — ตรวจ ณ 17 ต.ค. 2026
<!-- Draft maker: Euler; independent check pending Kubrick. Parent: [[EULER-BATCH2-REPORT]] · Brief: [[EULER-BRIEF-33-40]]. -->