
เมื่ออนาคตที่น่าเชื่อ กลายเป็นราคาที่แพง
ปลายทศวรรษ 1990 อินเทอร์เน็ตเปิดภาพธุรกิจใหม่ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์ได้รับความสนใจอย่างมาก คลิปตั้งคำถามถึงบริษัทที่ยังไม่มีกำไรแต่ได้รับการประเมินมูลค่า หลายพันล้านดอลลาร์ คำถามคือเรากำลังให้มูลค่ากับผลงานที่เกิดแล้ว หรือกำลังจ่ายให้ความหวังที่ยังต้องพิสูจน์
เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนชีวิตจริง แต่ยังมีอีกคำถามว่า ธุรกิจไหนจะสร้างรายได้และกำไรได้ ภายในเวลาเท่าไร และความคาดหวังที่ซ่อนอยู่ในราคาสูงแค่ไหน การเชื่อในเทคโนโลยีกับการยอมรับทุกมูลค่าที่ตลาดตั้งให้จึงไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน
งานวิจัยของ Johansen และ Sornette ที่ส่งเมื่อ 17 เมษายน 2000 เขียนทันทีหลังการร่วงเดือนเมษายน 2000 วิเคราะห์การขึ้นและการพังของ Nasdaq ในฐานะฟองสบู่เก็งกำไร 4
งานนี้จึงเป็นการวิเคราะห์หลังยอดเดือนมีนาคมและหลังการร่วงเดือนเมษายน ไม่ใช่หลักฐานของความกังวลก่อนรู้ผล และผมไม่ได้ยกแบบจำลองของงานนั้นเป็นเครื่องมือทำนายที่ใช้ได้เสมอ
ขาลงที่ไม่ได้จบในวันเดียว
ดัชนี Nasdaq Composite ทำยอดราคาปิดรอบดอทคอมในเดือนมีนาคม 2000 ก่อนลงต่อเนื่องไปถึงเดือนตุลาคม 2002 รวมราว 2 ปีครึ่ง และลดลงจากยอดราว 78% 1
ดัชนีกลับผ่านระดับราคาปิดยอดเดิมในเดือนเมษายน 2015 หรือราว 15 ปี หลังยอดปี 2000 การเทียบนี้เป็น ระดับราคาดัชนีตัวเงิน ไม่รวมปันผล ไม่ปรับเงินเฟ้อ ไม่ใช่ผลตอบแทนรวมของทุกกลยุทธ์ และไม่ใช่การบอกว่าทุกบริษัทในดัชนีเดิมกลับมาครบ 1
ผมแยกราคาปิดจากราคาสูงสุดระหว่างวันด้วย เพราะถ้าใช้ยอดระหว่างวันเป็นต้นทาง แต่ใช้ราคาปิดเป็นปลายทาง เราจะได้เส้นเวลาอีกแบบหนึ่ง ตัวเลขที่ดูต่างกันเล็กน้อยอาจมาจากคำถามคนละคำถาม ไม่ใช่มีฝ่ายหนึ่งผิดเสมอ
เช็กลิสต์หงส์ดำ 3 ข้อ: ดอทคอมไม่ผ่านข้อแรกเต็ม ๆ
- นอกความคาดหมาย — ไม่ผ่านเต็ม ๆ: มีการเตือนถึงความคาดหวังเกินจริงมาก่อน เช่น สุนทรพจน์ของ Alan Greenspan ในปี 1996 และงาน Irrational Exuberance ของ Robert Shiller ในปี 2000 การมีคำเตือนไม่เท่ากับรู้วันพัง แต่ก็ทำให้เราเล่าว่าไม่มีใครเห็นความเสี่ยงไม่ได้ 2 3
- ผลกระทบรุนแรงมาก — ผ่าน: การลดลงยาวและลึกเปลี่ยนภาพตลาดกับการระดมทุนของธุรกิจเทคโนโลยี 1 4
- อธิบายย้อนหลังได้ — ผ่านในลักษณะการเล่าเรื่อง: หลังรู้ว่าฟองสบู่แตก เรารวบเหตุผลให้ดูชัดได้ง่าย แต่ต้องระวังไม่ย้ายความรู้ที่ได้ภายหลังกลับไปให้ทุกคนในวันก่อนเกิด 5
ซีรีส์นี้จึงไม่ได้พยายามบังคับให้ทุกตอนผ่านครบ คำตอบแบบมีเงื่อนไขทำให้เราเห็นความต่างระหว่างความเสี่ยงที่มีคนชี้ไว้ กับขนาดและเวลาของผลลัพธ์ที่ยังไม่รู้
บริษัทที่รอด ไม่ได้เป็นตัวแทนของทั้งรุ่น
เมื่อมองย้อนกลับ เรามักเห็นบริษัทที่รอดและเติบโตจนใหญ่ และเผลอคิดว่าผลลัพธ์นั้นชัดมาตั้งแต่ต้น แต่บริษัทที่หายไปก็เคยอยู่ในอนาคตที่ผู้คนเชื่อเช่นกัน การดูเฉพาะผู้ชนะจึงทำให้เรื่องเล่าง่ายขึ้นกว่าประสบการณ์ของคนในเวลานั้น
เมื่อเทียบกับ Black Monday ตอนก่อนหน้า ดอทคอมช่วยให้เห็นว่าการพังมีหลายจังหวะ บางครั้งรวดเร็ว บางครั้งยืดเยื้อ การรู้ชื่อวิกฤตจึงยังไม่พอ ต้องดูระยะเวลา วิธีวัด และสิ่งที่เกิดระหว่างทาง
สิ่งที่ผมอยากฝากคือ ไอเดียที่สำคัญอาจมาพร้อมความคาดหวังที่แพงเกิน และเหตุการณ์ที่มีคนเตือนก็ยังสร้างความเสียหายใหญ่ได้ ตอนถัดไปของซีรีส์จะเปลี่ยนไปสู่เหตุการณ์ซึ่งต้องเล่าด้วยความเคารพต่อผู้สูญเสีย และกลับมาทบทวนว่าเหตุการณ์หนึ่งเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปอย่างไร
รับชมวิดีโอตอนนี้
แหล่งอ้างอิง
- Nasdaq ผ่าน FRED — NASDAQ Composite ราคาปิดรายวัน
- Alan Greenspan — สุนทรพจน์ The Challenge of Central Banking in a Democratic Society
- Robert Shiller — ข้อมูลราคาหุ้นสหรัฐฯ และวิธีคำนวณค่าเฉลี่ยรายเดือน
- Johansen และ Sornette — The Nasdaq crash of April 2000 (ส่งบทความ 17 Apr 2000 หลังยอดเดือนมีนาคมและการร่วงเดือนเมษายน)
- Nassim Nicholas Taleb — บทนำ The Black Swan
ตัวเลขเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ตามขอบเขตที่ระบุ ส่วนการใช้เช็กลิสต์เป็นการอธิบายของผู้เขียน เว้นแต่ระบุว่าเป็นข้อความต้นฉบับ
เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำลงทุน